วอร์เนอร์ เผยรายละเอียดการถ่ายทำ It Chapter Two โผล่จากนรก 2

ในตอนจบของภาพยนตร์เรื่อง “IT” เมื่อปี 2017 ภาพยนตร์รวมความพลิกผันผลงานดัดแปลงจากนิยายสยองขวัญของสตีเฟน คิง เหล่าสมาชิกพวกขี้แพ้นั่งอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องสว่าง หลังจากที่พวกเขาเอาชนะเพนนีไวซ์ในท่อระบายน้ำด้านล่างได้ เขาคือความชั่วร้ายในเดอร์รีที่เกือบทำลายล้างเมือง พวกเขากล่าวคำปฏิญาณเอาไว้ว่าจะกลับมาหากความพยายามทำลายล้างสิ่งชั่วร้ายนี้ไม่สำเร็จ ถ้าเพนนีไวซ์ยังวนเวียนกลับมา...

หลังจากนั้น 27 ปี มันก็กลับมา สำหรับแอนดี้ มุสเชียตติ ผู้กำกับฯ “IT” ที่สร้างปรากฎการณ์เอาไว้ทั่วโลก ตอนนี้มาถึงบทสรุปครั้งใหญ่ของเรื่อง “IT Chapter Two” ที่มันไม่เคยจากเขาไป ในภาคแรกภาพยนตร์ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างไม่ขาดสาย แฟนๆ พากันหลงรักและมีการสร้างสถิติจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์เกิดขึ้น มุสเชียตติมีความมุ่งมั่นตั้งแต่ก่อนการถ่ายทำตอนจบอย่างที่วางแผนว่าทั้งสองเรื่องจะเป็นการถ่ายทอดออกมาตามนิยายต้นฉบับของคิง

สำหรับความสำเร็จจากภาพยนตร์ภาคแรก ผู้กำกับฯ เล่าว่า “ผมอยู่กับโปรเจ็กต์นี้มาเป็นเวลานาน ตั้งแต่เริ่มสร้างให้เป็นรูปร่าง ผ่านความท้าทายต่างๆ และรู้สึกสนุกกับมันมาก ผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการถ่ายทำภาพยนตร์อย่างเต็มตัว เลยเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะมองการทำงานจากมุมอื่น แต่ที่แน่ๆ คือรู้สึกว่ามันน่าทึ่ง ผมรู้สึกมีความสุขกับมันมากเลย

มุสเชียตติเห็นถึงความเร่งรีบในการเดินทางกลับไปที่เดอร์รี เขาเล่าต่อว่า “ผลที่ตามมาจากเรื่องราวทั้งหมดมันเหลือเชื่อมากครับ ทุกคนพากันอินไปกับตัวละครและเรื่องราว จนมาถึงตอนจบของเรื่องที่เหมือนมีการให้สัญญาไว้ว่าจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งถ้ามันกลับมาพวกขี้แพ้ก็จะกลับมาด้วย ผมร่วมแชร์ความต้องการของผู้ชมภาพยนตร์ที่อยากเห็นอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือของเรื่องซึ่งเรียกได้ว่าเป็นบทสรุป เรื่องราวในภาคที่ 2 จำเป็นต้องถ่ายทอดออกมาไม่ต่างจากภาคแรก มรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้กระโดดมาร่วมงานและเริ่มนึกภาพว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน”

สำหรับแกรี่ ดาวเบอร์แมน ผู้เขียนบทฯ ทั้ง “IT” และ “IT Chapter Two” ที่มาร่วมงานในผลงานที่ดัดแปลงมาจากนิยายของคิง รู้สึกว่าเป็นการทำงานที่มีความต่อเนื่องค่อนข้างมาก ดาวเบอร์แมนยืนยันว่า “เราไม่เคยหยุดแลกเปลี่ยนไอเดียกัน และยังคุยเรื่องที่เราคุยกันไว้จากภาคแรกได้ต่อ เพราะผมคิดว่าเราอยากสานต่อพลังนั้น เราอยากสานต่อความเรียบง่ายในการทำงานจากภาคแรก และนั่นจะช่วยให้มีความสร้างสรรค์ในการทำงาน เราอยากได้อิสระในการแสดงออกทางความคิดเสมอแม้มันจะไม่เข้าท่าก็ตาม เพราะไอเดียนั้นอาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก็ได้ แอนดี้และบาร์บาราเข้าใจเรื่องนั้นดี และนั่นทำให้เกิดการร่วมงานกันอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน”

บาร์บารา มุสเชียตติสร้างผลงานร่วมกับแดน ลินและรอย ลีได้กล่าวเสริมว่า “หนังสือมีความยาวมากกว่า 1,100 หน้า ในหนังภาคแรกของเราน่าจะครอบคลุมไปแล้วมากกว่า 300 หน้า เราเข้าใจดีว่าสุดท้ายมันจะกลายเป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและมีตัวละครเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า มีพวกขี้แพ้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ในภาคนี้จะลงลึกขึ้น สนุกขึ้น น่ากลัวขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้นในทุกๆ ด้าน”

สำหรับเรื่อง “IT” ผู้สร้างภาพยนตร์เลือกที่จะเปลี่ยนสไตล์การเล่าเรื่องแบบนิยายของคิงทีมีการก้าวกระโดดข้ามเวลา เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพวกขี้แพ้ที่ยังเด็กอยู่เท่านั้น ครั้งนี้บทภาพยนตร์ไม่ใช่แค่การรวมเรื่องราวที่ไม่ได้เล่าเอาไว้ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ปี 1989 ซึ่งสะท้อนถึงเรื่องราวในอดีตของผู้ใหญ่ในปัจจุบัน แต่ยังมีการเติมเต็มความทรงจำที่พวกผู้ใหญ่ขี้แพ้เคยมีร่วมกันด้วย

ผู้กำกับฯ ได้ให้ความเห็นว่า “ผมรักบทภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ช่วงเวลาในหนังสือ และผมอยากรวบรวมมันเอาไว้ในภาคที่สอง ‘IT Chapter Two’ เป็นเรื่องราวของพวกขี้แพ้ที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วในอีก 27 ต่อมา แต่พวกเขาย้อนกลับไปหาความทรงจำของตัวเองที่มีความสำคัญมาก พวกเขาต้องไม่ลืมว่าตัวเองเป็นใคร รวมถึงเรื่องความผูกพันที่มีร่วมกันอย่างเหลือเชื่อ”

นอกจากเรื่องการดัดแปลงโครงสร้างการถ่ายทอดเรื่องราวจากนิยายแล้ว มุสเชียตติยังได้ตอกย้ำเรื่องราวของคิงโดยการให้นักเขียนมาร่วมงานในเรื่องนี้เองด้วย เขาเล่าว่า “สตีเฟนเคารพเรื่องการดัดแปลงผลงานมาก และเราเริ่มคุยกับเขาในช่วงที่เราเกือบปิดกล้องภาพยนตร์ภาคแรก เราถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเพื่อเขา และเขาก็เข้าถึงเรื่องราวได้เป็นอย่างดี ผมไม่อยากปล่อยโอกาสนี้ไปโดยที่เขาไม่มีไอเดียในภาคที่ 2 ของเรา”

คิงได้เล่าว่า “ผมตั้งความหวังไว้กับหนังเรื่องนี้ แต่ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่า ‘IT’ จะดีขนาดนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้หนังภาคที่ 2 คือตอนที่ภาคแรกจบลงพร้อมกับมีตัวหนังสือโผล่ขึ้นมาว่า ‘IT ตอนที่ 1’ แล้วผู้ชมพากันปรบมือ พวกเขาอยากดูมันอีก ตอนนี้จะเป็นเรื่องราวส่วนที่เหลือ นี่ไม่ใช่หนังภาคต่อแต่เป็นครึ่งหลังจากเรื่องราวที่ยังเล่าไม่จบ

“ผมจำตอนที่กำลังจัดการกับเรื่องนิยายได้” ผู้เขียนเล่าต่อว่า “ผมกำลังเดินอยู่แล้วเห็นเด็กผู้หญิงนั่งอยู่ริมถนน วาดภาพและคุยกับตัวเองเรื่องภาพผู้คนที่กำลังวาดอยู่ ตอนนั้นผมคิดว่า ‘ถ้าผู้ใหญ่ทำอะไรแบบนั้นล่ะ?’ เราเข้าใจดีว่าเด็กๆ จะมีจินตนาการที่กว้างกว่า พวกเขามีอิสระในจินตนาการ และพอพวกเราโตขึ้นมันกลับเป็นเรื่องยากที่จะรักษาจินตนาการนั้นเอาไว้ ฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากทำจริงๆ กับเรื่อง IT คือนำพวกเขาที่อยู่ในช่วงที่เป็นผู้ใหญ่แล้วกลับมา ให้มาสัมผัสกับสิ่งที่เคยเจอตอนเป็นเด็ก พวกเขาคือคนกลุ่มเดียวที่มีโอกาสสัมผัสจินตนาการนั้นอีกครั้งและนำไปใช้แก้แค้นกับมัน”

บาร์บารา มุสเชียตติได้มาสัมผัสกับนิยายของคิงในฐานะของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่สนุกกับจินตนาการของตัวเองเวลาที่อ่านนิยาย เธอเล่าว่า “ฉันอ่านหนังสือด้วยความรู้สึกของเด็กวัย 15 ปี เรื่องราวของเด็กอายุ 13 ปีที่ต้องต่อสู้กับปีศาจร้ายที่มีความรุนแรงหลายด้านตัวนี้ทำให้ฉันรู้สึกตื่นตัวขึ้นมากเลยค่ะ”

ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการรักษาประเด็นสำคัญเหล่านั้นจากหนังสือของคิงเอาไว้ในเรื่อง เธอเล่าต่อว่า “ความเป็นเดอร์รีแย่ลงกว่าเมื่อ 27 ปีที่แล้วอย่างที่เห็นในเรื่อง ‘IT’ มีทั้งความดันทุรัง ความเกลียดชัง ความโหดเหี้ยม.. มันตามไปอยู่ทุกที่โดยเราไม่ทันรู้ว่ามันเลวร้ายขนาดไหน มันคือคำสาป เมื่อเดินทางออกจากเดอร์รีทั้งความทรงจำและช่วงเวลาที่เราเคยอยู่ที่นั่นอาจเลือนลางหายไป แต่ถ้าเรายังใช้ชีวิตอยู่ทั้งชีวิตก็จะถูกมันกัดกินไปเรื่อยๆ มีเรื่องน่ากลัวเกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกเขาไม่ทันสังเกตมัน”

ความเลวร้ายอย่างหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของคิงและแฟนหนังสือ ซึ่งผู้สร้างภาพยนตร์ได้ตั้งใจเก็บมันไว้เป็นบทสรุปของเรื่อง บาร์บารา มุสเชียตติเล่าว่า “ในเรื่องความเฉียบของคิงในการเขียนเรื่องราวขึ้นมาในฉากของงานเทศกาล เขาต้องการทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในรัฐเมน มีแฟนจำนวนมากตั้งคำถามว่า ‘จะมีการรวมฉากเอเดรียน เมลลอนเข้าไปด้วยหรือเปล่า?’ แน่นอนว่าเราไม่พลาดอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมันส่งผลกระทบมากและเป็นเรื่องยากที่สมองจะรับมือกับมันไหว มนุษย์จะรับมือกับเรื่องแบบนี้ยังไง หากต้องทำร้ายใครสักคนเพื่อคนที่เขารัก ซึ่งนั่นทำให้เข้าใจความเป็นเดอร์รีมากขึ้นว่ามันเต็มไปด้วยความคลั่งและความมืดมิดขนาดไหน”

ดาวเบอร์แมนได้เล่าว่า “นั่นเป็นความตั้งใจของเพนนีไวส์ แม้แต่ช่วงที่เขาดูจะหลับใหลไป จริงๆ แล้วเขาครอบงำเมืองนั้นเอาไว้แล้วในแบบที่เรามองไม่เห็นในภาคแรก มันดูสิ้นหวังมากขึ้นเหมือนเป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเดอร์รีก่อนที่จะถูกมันกลืนกินไปอย่างเต็มตัว เมื่อพวกขี้แพ้เดินทางกลับมาเพนนีไวส์ก็ยิ่งอยากจัดการพวกเขามากขึ้น เพราะเขารู้ว่านั่นคืออุปสรรคเดียวในการครอบงำเดอร์รีได้อย่างเต็มตัว”

ผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในกลุ่มพวกขี้แพ้คือเจสสิก้า แชสเทน เธอร่วมงานกับครอบครัวมุสเชียตติครั้งแรกในปี 2012 ด้วยการแสดงในหนังสยองขวัญเรื่อง “Mama” หลังจากทั้งสามคนก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

นักแสดงหญิงสารภาพว่า “ฉันรักหนังภาคแรกนะคะและรู้สึกอินกับตัวละครเบเวอร์ลี มาร์ชที่โซเฟีย ลิลลิสแสดงเอาไว้มาก เธอแสดงออกมาได้อย่างมีพลังและมีหลายช่วงที่รู้สึกว่าเธอกล้าหาญมาก เธอผ่านความโหดร้ายในชีวิตหลายอย่าง และเพราะแบบนั้นเธอเลยไม่รู้สึกกลัวอะไรทั้งนั้น”

เจมส์ แมคอะวอยเพื่อนร่วมแสดงของแชสเทนได้ร่วมแชร์ความชื่นชมของเธอทั้งเรื่องหนังภาคแรกและนิยาย แมคอะวอยเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนคนสำคัญของคิง เขาไม่ได้ยอมรับแค่งานเขียนที่มีความยิ่งใหญ่แต่ยังรวมถึงประเด็นของเรื่องที่เชื่อมโยงกันได้อย่างไม่ธรรมดาด้วย นักแสดงชายได้เล่าว่า “หนังสือบางเล่มของเขาทำให้เราอ่านได้ถึง 2-3 ครั้งเลย ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนที่ผมอ่านเรื่อง IT อายุแค่ 12 ขวบ มันเป็นเรื่องการต่อสู้ระหว่างปีศาจที่มีมาอย่างยาวนานกับเด็กกลุ่มหนึ่ง พวกเขากลับมาต่อสู้กับมันอีกครั้งตอนโตแล้ว เด็กทั้ง 7 คนนี้เป็นกลุ่มที่มีความเหลือเชื่อ มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มตัว หากความเชื่อมั่นคือสิ่งเดียวที่จะผ่านทุกสิ่งไปได้ เด็กย่อมมีพลังความเชื่อมากกว่าผู้ใหญ่ ฉะนั้นก้ารกลับไปเผชิญหน้ากับเพนนีไวส์เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 27 ปี พวกขี้แพ้ต่างมีพลังลดลง เมื่อโตขึ้นพวกเขาไม่เชื่อเรื่องพลังวิเศษอีกแล้ว พวกเขาเชื่อแต่เรื่องปกติทางโลกมีทางเดียวที่พวกเขาจะเอาชนะมันได้คือต้องปลุกความเป็นเด็กในตัวเองขึ้นมา ต้องกลับไปเชื่อเรื่องปีศาจและท้าทายไปตามวิถีของมัน”

บิล เฮเดอร์เรียกตัวเองว่าเป็นแฟน “ระดับเนิร์ดของสตีเฟน คิง” จำได้ว่า “ผมรู้สึกตกใจกับ ‘IT’ ตั้งแต่ฉากเปิดตัวที่มีจอร์จี ผมคิดว่ามันดูมีสีสันสะดุดตาและน่ากลัวอย่างเหลือเชื่อ มีการเล่นกับอารมณ์และมีความสนุกสนาน แถมยังมีความน่าสงสารมากด้วย ส่วนนักแสดงเด็กก็แสดงออกมาได้อย่างเหลือเชื่อและมีการสื่อความหมายบางอย่างออกมาได้ดี แอนดี้แสดงออกมาได้ดีเยี่ยมมากครับ จนสุดท้ายที่พวกเขาสัญญาว่าจะกลับมาถ้ามันกลับมาด้วย ผมคิดว่า ‘มันไม่ธรรมดาแล้ว! เรามีหนังต่อคิวรอแน่ๆ!’” เขาพูดจบพร้อมเสียงหัวเราะ “ผมไม่เคยคิดไปไกลกว่า ‘อดใจรอดูไม่ไหวแล้ว!’ เลยครับ”

ผู้ที่มาร่วมแสดงกับแมคอะวอย แชสเทนและเฮเดอร์ในบทพวกผู้ใหญ่ขี้แพ้คือไอเซห์ มุสตาฟา, เจย์ ไรอัน, เจมส์ แรนโซน และ แอนดี้ บีน ผู้กลับมารับบทเดิมของพวกเด็กขี้แพ้ นอกจากลิลลิสแล้วยังมีแจเดน มาร์เทล, ไวแอตต์ โอเลฟ, แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์, ฟินน์ วูลฟ์ฮาร์ด, โชเซน จาคอบส์ และ เจเรมี เรย์ เทย์เลอร์ โดยบิล ซาร์สการ์ดจะกลับมารับบทเพนนีไวส์อีกครั้ง

แอนดี้ มุสเชียตติเล่าว่า “นักแสดงทุกคนต่างแสดงพลังของตัวเองออกมา รวมถึงความเข้าใจที่มีต่อตัวละครต่างๆ ในภาคแรกเราพบกับกลุ่มเด็กๆ ที่มีความใสซื่อและเหมือนผ้าขาว ซึ่งใน 27 ต่อมาตัวละครเหล่านี้ล้วนมีบาดแผล แม้ว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตในสังคม แต่ลึกๆ ก็ยังมีบาดแผลอยู่ พวกเขามีปฎิกิริยาต่างกันไปตอนที่ไมค์บอกทุกคนว่า ‘กลับบ้าน’ บางคนแสดงออกทางร่างกายเลยก็มี แต่มีกลิ่นอายแห่งความทรงจำบางอย่างที่ชักนำพวกเขาสู่การผจญภัย”

คิงเรียกสิ่งนั้นว่า “ศรัทธา” เมื่อเรากลายเป็นผู้ใหญ่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมันต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง พวกขี้แพ้จึงเกิดความลังเลขึ้นเป็นธรรมดา มันยากที่จะทิ้งชีวิตของตัวเองไปและคว้าโอกาสนี้ไว้ แต่พวกเขาไม่ได้มีแค่ศรัทธาในกันและกันเท่านั้น แต่ยังศรัทธาในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ตอนเป็นเด็กด้วย เวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรามองไม่เห็น ถ้าเราไร้ศรัทธาก็ไม่น่ารอด”

พลังที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนและความเป็นหนึ่งเดียวกันของการเป็นพวกขี้แพ้คือสิ่งที่อยู่ในใจมุสเชียตติมาโดยตลอด เขาเองก็เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนเป็นเด็ก “มันเป็นเรื่องราวที่คล้ายกับประสบการณ์ของผมเลยครับ มันสะท้อนถึงความลังเลและไม่มั่นใจทุกอย่างในช่วงวัยนั้นออกมา พอได้อ่านเรื่อง IT อีกครั้งตอนโต เราจะเข้าใจมันในอีกมุมหนึ่ง มันกลายเป็นจดหมายรักที่เขียนถึงวัยเด็กและมีการพูดถึงทุกเรื่องที่มีความหมายในช่วงวัยนั้น เช่น จินตนาการและควาวมเชื่อมั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสูญเสียไปเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ นั่นคือเหตุผลที่เด็กพิเศษผู้กลายเป็นผู้ใหญ่แล้วตอนนี้คือความหวังของเรื่อง”

Loading...
Loading...
คอหนังดอทคอม webkornang@gmail.com