Fox เผยข้อมูลงานสร้าง บั๊ค สุนัขในหนังเรื่อง The Call of The Wild

ใน THE CALL OF THE WILD เวอร์ชั่นภาพยนตร์แห่งศตวรรษที่ 21 นี้ บั๊คจะเป็นผู้แบกรับแกนความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ตลอดทั้งเรื่อง ดังนั้น เขาก็จะต้องเป็นตัวละครที่น่าเชื่อในทุกสถานการณ์ ในการนั้น สตอฟฟ์และแซนเดอร์สได้เลือกไรอัน สตาฟฟอร์ด ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ที่โด่งดัง ผู้ควบหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารของเรื่อง และอีริค แนช ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสามสมัยมาร่วมงานด้วย

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ตอนแรกถูกวางแผนเอาไว้ว่าจะถูกขับเคลื่อนด้วย CGI เป็นส่วนใหญ่ ทีมผู้สร้างกลับตัดสินใจเลือกแนวทางของการผสมผสานมากขึ้น ด้วยการใช้ภาพจริงๆ มาประสานกับสุนัขและสัตว์อื่นๆ ที่ถูกสร้างขึ้นแบบดิจิตอลมากขึ้น แนวทางนี้ทำให้บั๊ค ตัวละครเอกของเรื่อง ผู้ต้องแบกรับแกนความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเรื่อง ต้องมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น

ตามคำเสนอแนะของสตาฟฟอร์ด สำหรับฉากที่เกี่ยวกับบั๊ค แทนที่จะใช้แค่ตัวกำหนดจุด ซึ่งปกติจะเป็นลูกเทนนิส พวกเขาก็ใช้คนจริงๆ ที่พวกเขาจะถ่ายทำและแทนที่ด้วยแอนิเมชั่นในภายหลังตรงนั้น เทอร์รี นอทารี ผู้เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงคณะละครสัตว์เซิร์ค ดู โซเลย และกลายเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหวและผู้ออกแบบท่าเคลื่อนไหวระดับแนวหน้าของวงการภาพยนตร์ ได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการศึกษาสุนัขและเรียนรู้อากัปกิริยาของพกวเขา รวมถึงการฝึกฝนอากัปกิริยาและการเคลื่อนไหวของพวกเขาไปด้วย

ผู้อำนวยการสร้างสตอฟฟ์ไม่เชื่อเลยว่ามันจะใช้การได้จริง “มันเป็นไอเดียพิลึกๆ และผมก็ไม่รู้ว่าทีมนักแสดงจะมีปฏิกิริยายังไงกับมัน เพราะมันเป็นการที่ผู้ชายตัวโตคนหนึ่งลงคลานสี่ขา สวมชุดสีเทาตลกๆ มีขาหน้าปลอมๆ สวมบทเป็นสุนัข แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่เฉียบแหลมเพราะเทอร์รีแสดงได้อย่างทุ่มเทจนทำให้การแสดงของนักแสดงทุกคนดีขึ้นครับ”

“เขานำอารมณ์ของบั๊คมาสู่กองถ่ายครับ” สตาฟฟอร์ดกล่าว ตอนแรก เขากับแนชคิดว่าพวกเขาจะใช้นอทารีสำหรับการแสดงสีหน้าและอารมณ์เท่านั้น ซึ่งหมายถึงแววตา ความเศร้า ความดีใจ ฯลฯ สำหรับฉากโคลสอัพ พวกเขาไม่คิดฝันเลยว่า คน/สุนัขของพวกเขาจะสามารถต่อสู้ กระโดดหรือทำในเรื่องที่ยิ่งใหญ่แบบบั๊คได้ แต่เมื่อถึงตอนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ครั้งแรกที่พวกเขาต้องการให้บั๊คทำ เทอร์รีกลับบอกว่า “ผมทำได้นะ” จากจุดนั้นเป็นต้นมา เทอร์รีก็รับหน้าที่ในการเคลื่อนไหวทั้งหมด

สตาฟฟอร์ดอธิบายว่า “ทุกอย่างไปได้สวยมากๆ เพราะเราต้องการในเรื่องของการกะจังหวะ การวางตำแหน่งในเรื่องของขนาดและสายตาเหมือนกัน มันทำให้นักแสดงมีอะไรให้พวกเขาแสดงด้วยได้ ผมได้สร้างหนังโมชันแคปเจอร์มาแล้วหลายเรื่อง ซึ่งคุณจะได้การแสดงที่มีคุณภาพสูงจากนักแสดงก็ต่อเมื่อพวกเขามีอะไรบางอย่างให้แสดงด้วย และพอคุณเอาสิ่งนั้นไป ทำให้พวกเขาแสดงกับความว่างเปล่า มันก็จะลดทอนการแสดงนั้นลงครับ การแสดงกับความว่างเปล่าเป็นเรื่องยากจริงๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาของความดรามาน่ะครับ”

แนชกล่าวว่า “ในตอนเริ่มต้น ผมยังไม่ทันได้ซาบซึ้งเลยว่าการมีเทอร์รีในกองถ่ายเพื่อรับบทบั๊คจะจำเป็นและสำคัญแค่ไหน แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายอย่าง หนึ่งคือมันทำให้คริสมีนักแสดงให้ได้พูดคุยด้วย ทำให้เขาสามารถดึงเอาการแสดงจากตัวนักแสดงคนนั้นออกมาได้เพื่อเริ่มต้นปูพื้นฐานสำหรับการแสดงของบั๊ค นอกเหนือจากนั้น การมีเทอร์รีในกองถ่ายสำหรับให้นักแสดงคนอื่นๆ ได้เข้าถึง ได้รับส่งบทและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ”

ผู้กำกับแซนเดอร์สเองก็แสดงความพึงพอใจเช่นกัน “เทอร์รีเป็นบุคคลที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เขาจะแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่เขาทำยังต้องใช้เรี่ยวแรงอย่างเหลือเชื่อด้วย จังหวะของสุนัขเป็นอะไรที่เฉพาะเจาะจงมากๆ เพราะมันมีความคาดเดาไม่ได้บางอย่าง พวกเขาจะมีช่วงเวลาพิลึกๆ ที่พวกเขาจะเอียงคอ กะพริบตาหรือเบือนหน้าไปแวบหนึ่ง ซึ่งเขาก็สามารถทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ และในขณะเดียวกัน ก็ก้าวข้ามกายภาพความเป็นมนุษย์ของตัวเองได้ด้วย มีบางช่วงเวลาที่เขาต้องนอนลงหรือยืนขึ้น ซึ่งลักษณะการขยับหัวและไหล่ของเขาก็แตกต่างจากสุนัขมากๆ สุนัขจะมีไหล่ที่แคบกว่าเขา ซึ่งไม่มีทางไหนที่เขาทำเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นได้ ดังนั้น เขาก็จะต้องจัดการกับเรื่องนั้นเพื่อให้ฉากนั้นผ่านไปให้ได้ถ้ามันมีมาตรบางอย่างที่แคบกว่านั้นที่เขาจะต้องลอดผ่านไปให้ได้น่ะครับ”

สตาฟฟอร์ดกล่าวเสริมว่า “คริสเกิดแรงบันดาลใจจากการที่ให้บั๊คทำอะไรบางอย่างที่เขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจทำตั้งแต่ทีแรกก่อนที่เขาจะได้เห็นเลย์เอาท์ของฉากนั้นๆ ก่อนที่เขาจะได้เห็นว่าตัวละครมนุษย์จะทำอะไรบ้าง เทอร์รีอยู่ในฉากตรงนั้น และสามารถตอบสนองกับเรื่องนั้นได้”

ด้วยความที่บั๊คเป็นตัวละครเอกของเรื่อง ตอนแรก ทีมผู้สร้างก็เลยพยายามที่จะสร้างสุนัขตามที่แจ็ค ลอนดอนบรรยายเอาไว้ว่าเป็นลูกผสมระหว่างเซนต์เบอร์นาร์ดและฟาร์มา คอลลีขึ้นมา พวกเขาสร้างบั๊คขึ้นมาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้และลงสีเขาเหมือนกับสุนัขพันธุ์เบอร์นิส เมาน์เทน เพราะพวกเขารู้สึกว่าสีนั้นน่าจะโดดเด่นบนหน้าจอ พวกเขาถึงขนาดเอาสุนัขพันธุ์เบอร์นิส เมาน์เทนของจริงมาอยู่ในกองถ่ายทุกวันเพื่อใช้อ้างอิงในเรื่องของแสงด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็สังเกตว่าการอ่านสีหน้าท่าทางของสุนัขพันธุ์นี้เป็นเรื่องยากแค่ไหน และขนสีเข้มของเขาก็ทำให้การมองเห็นเขาในตอนกลางคืนเป็นเรื่องยากอีกด้วย

หลังจากเริ่มถ่ายทำไปหลายสัปดาห์ เจสสิกา ภรรยาของผู้กำกับแซนเดอร์สบังเอิญได้เปิดดูเว็บเพ็ตไฟน์เดอร์ และเจอสุนัขที่เป็นลูกผสมระหว่างเซนต์เบอร์นาร์ด/เชพเพิร์ดเข้า ไม่เพียงแต่นี่จะเป็นพันธุ์ผสมตามอย่างที่ลอนดอนบรรยายเอาไว้พอดิบพอดีเท่านั้น แต่ชื่อของสุนัขตามที่ปรากฏยังเป็น “บัคลีย์” อีกด้วย มันเป็นเรื่องบังเอิญเกินกว่าจะไม่ล้วงลึกลงไปอีกได้ และเจสก็ทิ้งทุกอย่างและขับรถไปยังสถานสงเคราะห์ที่เอ็มโพเรียในแคนซัสเพื่อพบกับบัคลีย์ มันเป็นรรักแรกพบ เจสจ่ายค่าอุปการะ 25 เหรียญและขับรถกลับไปกองถ่ายภายในสองวัน บัคลีย์เป็นที่นิยมในกลุ่มทีมงานในทันที และเออร์วินก็เสนอให้พวกเขาสแกนภาพบัคลีย์และทำให้เขาเป็นตัวเอก ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาทำ

บัคเป็นเพียงแค่หนึ่งในทีมสุนัขลากเลื่อนเก้าตัวที่เดินทางในเขตยูคอน ผ่านหิมะ หิมะฝน ฝนหรือโคลน ในการสร้างสุนัขตัวอื่นๆ อีกแปดตัว ทีมงานเลือกที่จะนำสุนัขจริงๆ มาสแกน เมื่อสแกนเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการขัดเกลารายละเอียดต่างๆ ให้สมบูรณ์แบบและติดตั้งกลไกเข้าไป พวกเขาได้ประกาศคัดเลือกนักแสดงและเลือกสุนัขหลากหลายพันธุ์ตามบุคลิกที่พวกเขาต้องการสำหรับทีม

Loading...
Loading...
คอหนังดอทคอม webkornang@gmail.com