Review : The Battleship Island เดอะ แบทเทิลชิป ไอส์แลนด์

บาดแผลสงครามนั้นเป็นอะไรที่ฝังใจฝ่ายผู้ถูกกระทำ นี่คือหนังตัวเต็งในเกาหลีใต้ที่ยอดการจองตั๋วแซง Train to Busan ซึ่งเป็นแชมป์ปีที่แล้วไป พร้อมด้วยผู้ชมวันแรกเกือบล้านคน เรื่องราวบนเกาะเรือรบในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองของจักรวรรดิแดนอาทิตย์อุทัยที่กำลังขยายอาณาจักรอย่างญี่ปุ่นกับการเกณฑ์พลเมืองของเมืองขึ้นอย่างเกาหลีไปใช้แรงงานทำเหมืองถ่านหิน ที่ว่ากันว่าใช้แรงงานยิ่งกว่าทาสไม่เว้นแม้แต่เด็ก จนเรียกเกาะเรืบรบนี้ว่า เกาะที่เลวร้ายกว่านรก

The Battleship Island เรื่องราวจากคำบอกเล่าของคนเกาหลี เมื่อปีค.ศ. 1945 ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ‘คังอ๊ก’ (รับบทโดยฮวังจองมิน) หัวหน้าวงดนตรีประจำโรงแรมพันโด ณ กรุงโซล และลูกสาวของเขา ‘โซฮี’ ‘ชิลซอง’ (รับบทโดยโซจีซบ) นักเลงที่เลื่องลือไปทั่วกรุงโซล, ‘มัลนยอน’ (รับบทโดยลีจองฮยอน) หญิงสาวผู้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพราะการกดขี่ของชนชาติญี่ปุ่น แรงงานเกาหลีหลายคนถูกหลอกลวงไปทำงานที่เกาะฮาชิมะ ประเทศญี่ปุ่น แต่ทว่าสถานที่ที่พวกเขาเดินทางไปทำงานนั้น แท้จริงแล้วมันคือ ‘เกาะนรก’ ที่ใช้แรงงานพวกเขาอย่างกดขี่ข่มเหง ทุกๆ วันพวกเขาต้องทนทำงานที่เสี่ยงกับอันตรายจากการระเบิดของแก๊สภายในอุโมงค์ที่ความลึกใต้ทะเลถึง 1000 เมตรในเกาะฮาชิมะ

คังอ๊กพยายามอ้อนวอนและประจบคนญี่ปุ่นทุกวิถีทางเพื่อให้โซฮี ลูกสาวของเขามีชีวิตรอดต่อไป ชิลซองและมัลนยอน พวกเขาต่างใช้ชีวิตเพื่อเอาตัวรอดในแต่ละวันอย่างทุกข์ทรมาน และในช่วงเวลานั้นเอง ‘มูยอง’ (รับบทโดยซงจุงกิ)สมาชิกหน่วยรบพิเศษของกองทัพเกาหลีได้ลักลอบเข้าไปในเกาะฮาชิมะ เพื่อช่วยชีวิตบุคคลสำคัญคนหนึ่ง

อเมริกาเริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดทั่วทุกที่ในประเทศญี่ปุ่น และญี่ปุ่นได้คาดว่าประเทศจะเกิดสงครามในอีกไม่ช้า เพื่อปกปิดการกระทำที่โหดเหี้ยมทารุณของประเทศตัวเองแล้ว พวกเขาจึงตั้งใจจะระเบิดอุโมงค์เพื่อฝังแรงงานเกาหลีทั้งหมด เมื่อมูยองได้รู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น เขาจึงตัดสินใจพาแรงงานเกาหลีทั้งหมดหลบหนีออกจากเกาะฮาชิมะ เกาะฮาชิมะ , การหลบหนีเพื่อเอาตัวรอดจากเกาะนรกได้เริ่มขึ้นแล้ว !

เรื่องราวมันเดินเร็วมาก โปรดัคชั่นไม่น่าเบื่อเลย เรื่องราวแต่ละซีนมีไคลแม็กซ์ให้ได้คอยลุ้นกันว่าจะเกิดอะไรต่อจากนั้นแล้วเป็นอย่างไรต่อไป มันมีเรื่องราวให้เอามาเล่นกันได้ในแทบมุกช่วง อารมณ์ของหนังมีหลากหบาย ทั้งเศร้า ปนเฮฮา มีความหวังที่ริบหรี่ แต่ก็ยังมีกำลังลุกขึ้นสู้ต่อไปแม้หนทางข้างหน้านั้นแทบจะบอดสนิท จนกระทั่งหนังจบแล้ว ดราม่านี้ก็ยังไม่จบอย่างแน่นอน

แม้โปสเตอร์จะแปะนักแสดงนำชายอย่าง ซง จุงกิ ที่เป็นป็อปปุล่าสำหรับสาวๆ ซึ่งเพิ่งจะดราม่าเสียใจที่เขาเพิ่งประกาศแต่งงานไปไม่นานนี้ แต่กว่าพ่อทูนหัวจะโผล่มาเข้าเรื่องหนังก็เดินไปกว่าครึ่งเรื่องแล้ว เหมือนเป็นเชื้อเพลิงมาเร่งไฟให้มอดไหม้ บทนำไปตกอยู่กับ คังอ๊ก ของฮวัง จงมิน แถมด้วยหน้า ซง จุงกิ ดูไม่ค่อยให้เท่าไหร่ แม้แต่ในฉากที่ปาดคอญี่ปุ่นตาย แต่ก็สัมผัสถึงรังศรฆ่าฟันไม่ค่อยได้ หน้านิ่งๆ เสียมากกว่า

เกาหลีมีความทุ่มเทในงานโปรดัคชั่นเป็นอย่างมา และเรื่องนี้ก็สเกลใหญ่อีกเสียด้วย แม้จะไปถ่ายทำที่เกาะจริงๆ ไม่ได้ แต่ก็จำลองเกาะและปรับอัตราส่วนขึ้นมา ซึ่งมันก็อาจจะผิดจากความจริงไปบ้าง รายละเอียดมันอัดแน่นจริงๆ ตัวหนังสองชั่วโมงกว่าแต่งานโปรดัคชั่นไม่ได้ทำให้รู้สึกน่าเบื่อที่จะรับชม แม้พอเราได้ยินคำว่า หนังสงคราม แล้วมันก็จะมีความน่าเบื่อเก่าๆ ลอยเข้ามาในหัวก็ตาม การเอาตัวรอดในสมัยสงคราม การย้ายที่อยู่เพื่อชีวิตเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่แล้วทุกอย่างที่หวังไว้ก็ผิดไป ไปสู่เกาะแรงงานทาส การแก่งแย่งชิงดีของมนุษย์ทั้งฝั่งของคนญี่ปุ่นและเกาหลี สันดารและการเอาตัวรอด

ด้วยความที่กระแสของหนังเรื่องนี้แรง ดราม่าเองก็ทวีคูณตามมาด้วยเช่นกัน มีมาตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าฉายแล้วด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นการพาดพิง โศกนาฏกรรมอันโหดร้ายของญี่ปุ่นที่กดขี่ข่มเหงเกาหลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเรื่องราวที่หนังเล่านี้มันไม่มีบันทึกที่เป็นหลักฐานชัดเจนในประวัติศาสตร์ ซี่งก็เป็นที่แน่นอนว่าทางฝั่งญี่ปุ่นก็ต้องไม่พอใจเป็นอย่างแน่นอน พร้อมกับหลักฐานเท่าที่มีบันทึกไว้ที่ดูว่าน่าเชื่อถือในระดับนึง สำหรับเรื่องราวบนเกาะนี้ยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่กระจ่างชัดอยู่ เพราะในวินาทีนั้นทั้งโลกจับจ้องไปกับการเคลื่อนไหวในสงครามโลกเสียมากกว่าจะสนใจเกาะที่เป็นฐานผลิดพลังงานถ่ายหินเล็กๆ เกาะนี้ ความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นเราต้องรอดูข้อเท็จจริงกันต่อไป

วิจารณ์โดย Watcharit Iconime Jira

  แสดงความคิดเห็น
คอหนังดอทคอม @ Email : webkornang@gmail.com