วิจารณ์ภาพยนตร์ : The Truth ครอบครัวตัวดี

แฟน ๆ ของผู้กำกับ ฮิโรคาสุ โคริเอดะ เจ้าของหนังปาล์มทองคำอย่าง The Shoplifters น่าจะตื่นเต้นกันไม่น้อยกับการเข้าฉายของ The Truth หลังช่วง Covid เอาเหงาหงอยของโรงหนังในช่วงนี้ แต่คราวนี้โคริเอดะ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปปั้นหนังแดนไกลที่ฝรั่งเศษแทน La vérité หรือชื่อภาษอังกฤษ The Truth ซึ่งเปิดตัวจากเทศกาลหนังเวนิสในปีที่แล้ว แต่ด้วยโรคระบาดทำเอาทุกอย่างเลื่อนออกไปทั้งหมด

The Truth เรื่องราวของครอบครัวในวงการนักแสดงและภาพยนตร์ เฟเบียน (แคทเธอรีน เดอเนิฟ) ถือเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ของวงการหนังฝรั่งเศสที่ผู้คนต่างรักและเชิดชู แต่เธอกลับไม่ค่อยลงรอยกับ ลูเมียร์ (จูเลียต บินอช) ลูกสาวผู้ปัจจุบันเป็นนักเขียนบท แต่งงานกับ แฮงค์ (อีธาน ฮอว์ค) นักแสดงโทรทัศน์ และมีลูกสาวน่ารักหนึ่งคนนั่นคือ ชาร์ล็อต (เคลเมนไทน์ เกรนิเยร์) 3 คนพ่อแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา แต่แล้วก็มีเหตุให้ ลูเมียร์ เดินทางกลับมายังฝรั่งเศสและพบกับแม่อีกครั้ง คู่แม่ลูกที่ห่างเหินกันจึงต้องกลับมากระชับความสัมพันธ์พร้อมรับรู้ความจริงบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน

จากผู้กำกับชาวญี่ปุ่นมาสู่หนังภาษาฝรั่งเศษ ฮิโรคาสุ โคริเอดะ ผู้เป็นหนึ่งในท็อปผู้กำกับต้น ๆ ของญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับระดับโลกด้วยรางวัลเทศกาลหนังเมืองคานส์ที่มีชาวเอเชียน้อยคนักที่คว้ามันไปครอง เจ้าพ่อหนังครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ เหมือนแก้วมีรอยร้าวซึ่งพร้อมจะแตกจากเสียงสะท้อนของคนในบ้านได้ตลอดเวลา คราวนี้มาในครอบครัวนักแสดง ที่แม่กับลูกมีปัญหากัน เมื่อแม่เป็นนักแสดง และลูกเป็นนักเขียนบท กับเรื่องราวในหน้าที่การงานและครอบครัวที่ปนกันมั่วไปหมด แม่ที่ไม่รู้ว่าลูกยังรักตัวเองอยู่มั้ย กับลูกที่ไม่รู้ว่าแม่กำลังเล่นละครอยู่รึเปล่า

เรื่องราวมันมีความดราม่าสูตรญี่ปุ่นอยู่แบบที่คาดเดาได้ง่าย ๆ ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ส่วนผสมดราม่าครอบครัวใส่มาพอเหมาะในช่วงหลัง ต้นเรื่องดูน่าเบื่อไปสักหน่อย แถมด้วยความที่เป็นสองภาษา สลับภาษาไปมา จากที่ฟังได้กลายเป็นฟังไม่รู้เรื่องแล้วต้องเปลี่ยนไปอ่านอย่างเดียวบ้าง ทำให้งุนงงอยู่บ้าง แต่ช่วงกลางเรื่องเป็นต้นมาก็เริ่มเข้าสู่ช่วงดราม่าเต็มตัว มีกลิ่นอายหนังญี่ปุ่นในแบบฉบับภาษาฝรั่งเศษ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร กลมกล่อมในแบบของมัน งุนงกับเรื่องภาษาที่เปลี่ยนไปมาบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นออกมาเป็นพิเศษจนต้องร้องว้าวมาก

ปัญหาที่เป็นจุดใหญ่ของเรื่องอยูที่ เฟเบียน รับบทโดย แคทเธอรีน เดอเนิฟ บทตัวละครที่เธอรับนั้นถือว่าน่ารังเกียจอย่างยิ่งที่ให้ความสำคัญกับความรุ่งโรจน์ในการงานการแสดงของเธอโดยที่ลดความเป็นมนุษย์ที่ดีลงไป ทำไมลูกสาวที่น่าสงสารของเธอที่รับบทโดย ลูเมียร์ รับบทโดย จูเลียต บินอช ทั้งที่บอกว่าเกลียดสิ่งที่แม่ของเธอทำอยู่ทั้งเรื่องแต่ยังอยู่เคียงข้างเธอตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง ดราม่าหลักของเรื่องนี้ทั้งเรื่องก็วนอยู่แค่เรื่องเฟเบียนกับลูเมียร์ ทางด้านงานแสดง แคทเธอรีนทำให้เรารู้สึกขยะแขยง เฟเบียน ในช่วงแรกได้อินจริง ๆ ก็ว่าได้

บางครั้งละคร ก็ไม่ใช่เพียงบทบาทที่เราสวมบทบาทแทนตัวเองลงไปเพื่อสร้างภาพยนตร์ขึ้นมา แต่มันอาจจะเป็นชีวิตจริงของเราที่เราต้องแสดงมันออกไปทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ตัวของตัวเอง แต่ก็ต้องสวมหน้ากากแสดงบทบาทบางอย่างออกไปโดยที่คิดว่าตัวเองเหมาะสมที่จะได้รับเล่นบทบาทนั้นในสังคม แน่นอนว่ามันไม่มีอะไรถูกหรือผิด แต่บางครั้งการเป็นตัวของตัวเองบ้างก็เป็นสิ่งที่ดี ถอดหน้ากากเมื่ออยู่กับคนรอบตัวที่คุณไว้ใจบ้าง อาทิคนในครอบครัว โลกคือละคร ทุกคนต้องแสดง ทุกคนทนไป...

คอหนังดอทคม รวบรวมเรื่องราวในวงการภาพยนตร์ทั้งไทย และเทศ
webkornang@gmail.com